คลอโรฟิลล์ จาก อัลฟัลฟ่า
จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ธัญพืชและหญ้าเป็นอาหารหลักและยาของสัตว์โลกนานาชนิด ในสังคมสมัยใหม่
สังคมที่เร่งรีบต้องแข่งกับเวลาจึงนิยมอาหารจานด่วน (Fast Food)
อาหารเหล่านี้ขาดพลังโภชนาการทางธรรมชาติ และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ สิ่งที่ขาดหายไปนี้ไม่อาจทดแทนได้ด้วยตัวยาใดๆ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว อาหารที่เราบริโภคควรจะต้องกลับสู่ธรรมชาติ
ในการวิจัยค้นคว้าหาพืชอาหารในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6,000 ชนิด ซึ่งมีถั่ว ผัก หญ้า ทั้งในน้ำและบนพื้นดิน ตลอดจนพืชสมุนไพรต่างๆ ทั้งจากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดพบว่า พลังงานสีเขียว หรือ คลอโรฟิลล์ ที่ได้จาก อัลฟัลฟ่านั้นคือ “พืชอาหารในฝัน”
พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า คือ คอลโรฟิลล์ที่ได้จากอัลฟัลฟ่าสด ที่เจริญเติบโตอย่างถูกต้องในระบบฟาร์มที่มาตรฐาน
ด้วยกระบวนการพิเศษ ที่สามารถถนอมคุณค่าทางโภชนาการทั้งมวล เช่น เกลือแร่ เอ็นไซม์ และแอนตี้อ๊อกซิแดนซ์ สารโภชนาการที่ได้นี้เป็นสารอาหารทางธรรมชาติ มีความสมบูรณ์และสมดุลต่อความต้องการของร่างกายอย่างน่ามหัศจรรย์
คุณประโยชน์จาก อัลฟัลฟ่า
อัลฟัลฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด คือ ไอโซลิวซีน, ลิวซีน, ไลซีน, เมไธโอนีน, พีนิลอะลานีน,
เทรโอนีน, ทริปโตฟาน และวาลีน กรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ใน
การสร้างเซลล์ใหม่
ในอัลฟัลฟ่ายังมี วิตามินเอ, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12, วิตามินดี, วิตามินอี, และวิตามินเค รวมทั้งยังมีเกลือแร่อีก เช่น
ฟอสฟอรัล, โปแตสเซียม, แคลเซียม, สังกะสี, เชเลเนียม และแมกเนเซียม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเอ็กไซม์หลักอีก 8 ชนิด คือ ไลเปส, อาเมเลส, โคกูเลส, อีมูลซิน, อินเวอร์เตส, เปอร์อ๊อกซิเดส,
เพคติเนส, และโปรตีส
มนุษย์เราต้องการเอ็นไซม์มากกว่า 3,000 ชนิด แต่ร่างกายเราสร้างได้ไม่กี่ชนิด นอกนั้นต้องบริโภคจากสารอาหารสด
ประจำวัน ประเภทพืชผักผลไม้ต่างๆ แต่ถ้าหากอาหารเหล่านั้นผ่านความร้อนเกินกว่า 55 องศาเซลเซียสขึ้นไป
เอ็นไซม์ต่างๆ ก็จะเสื่อมหรือเปลี่ยนรูปไป ซึ่งร่างกายก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ร่างกายต้องการเอ็นไซม์เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ และจากวิธีการรับประทานในปัจจุบันนี้เราได้รับ
เอ็นไซม์เข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก
อัลฟัลฟ่า ยังมี ซาโปนิน ซึ่งเป็นสารที่มีผลในการลดการอุดตันของเลือด และช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอล ชนิดเลว
(LDL) ในเลือดได้ จึงช่วยลดความดันโลหิตลง
ไอโซฟลาโน, ฟลาโวน และสเตอโรล ในอัลฟัลฟ่ายังช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน และปรับระดับฮอร์โมน
ดังกล่าวในผู้หญิง ทั้งก่อนมีรอบเดือน (PMS) และอยู่ในวัยใกล้หมดรอบเดือน (MENOPAUSE)
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)
คลอโรฟิลล์ คือสารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียว และทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHESIS) โดย
การเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็น
สำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซอ๊อกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์
คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิด บางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้
แม้ในที่ไม่มีแสง เช่น ในร่างกายของคน จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงาน หรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน
พบว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืช จะถูกปกป้องและปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบ
การย่อยอาหารปกติของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
เราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวของมันเองละลายน้ำ
ไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางชนิดเท่านั้น
แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดย
ปราศจากการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็น
คลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร
ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย ต่างกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายใน
ไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร แต่จะย่อยและดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก คลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมด
จะถูกส่งไปสะสมไว้ที่ตับ (LIVER) ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตับได้
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา จึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่
ละลายในน้ำได้ (WATER SOLUBLE CHLOROPHYLL) เท่านั้น ว่าปลอดภัย
ต่อการบริโภคของคน
ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่อาการ
ท้องเสียอย่างเบาบางในบางกรณีเท่านั้น
ความเหมือนและแตกต่างของ
เม็ดเลือดแดง กับ คลอโรฟิลล์
ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุลที่ใกล้เคียงกันกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดง ต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์
มีแมกนีเซียม (Mg) ซึ่งเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีต่างกัน คือ คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่เม็ดเลือดมีสีแดง
จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า “เลือดของพืช” (BLOOD OF PLANT)
ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
ได้ จนผู้ทำการวิจัยได้รับรางวัลโนเบล (NOBEL PRIZE) ไปแล้วถึง 2 ท่านด้วยกัน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตตเตอร์
(DR.RICHARD WINSTATTER) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรียในปี ค.ศ.1915 และ ดร.ฮันส์ ฟิชเชอร์
(DR.HANS FISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ.1930 ผู้ซึ่งค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและ
คลอโรฟิลล์ ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท
ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซียม (Mg) ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซียม (Ca) เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่างๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น
ในโพรงกระดูก ซึ่งมีไขกระดูก (BONE MARROW) อยู่ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น
(หน้าที่ของไขกระดูก คือ สร้างเม็ดเลือดแดง และปรับระดับความเป็นด่างในกระแสเลือด)
จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ ช่วยกระตุ้น
ให้มีการสร้างเซลล์ใหม่เร็วขึ้น ทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดขนาดลงกว่า 50
เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า
(ตามเอกสารขึ้นทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug Products for Internal Use for Over-the Counter
Human Use; Final Monograph; Fanal Rule.)
งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ ทางการแพทย์กับผู้ป่วย
1. ดร.เรดพาธ และคณะฯ รายงายผลที่น่าพอใจในการใช้คอลโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจ 1,000 ราย
2. มหาวิทยาลัยโลโยล่า ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มทันตแพทย์รักษาผู้ป่วยกว่า 1,700 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์สามารถ
ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้
3. ดร.เคปฮาร์ รายงานผลการใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง พบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยที่ไม่ขาดธาตุเหล็ก
และธาตุทองแดง
4. ทันตแพทย์ โกลด์เบิร์ก ใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วย 300 ราย ที่เหงือกเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน และฟันโยก
ปรากฏว่าได้ผลดีมาก -
5.ในโรงพยาบาลทหาร ดร.โบเวอร์ส ใช้คลอโรฟิลล์ทาแผลปรากฏว่ากลิ่นเหม็นเน่าของแผลลดลง และอาการอักเสบ
ดีขึ้นจนกระทั่งหายไป
6. ดร.มอร์แกน ใช้ขี้ผึ้งคลอโรฟิลล์รักษาแผลไฟไหม้ได้ผลดี
7. ดร.ฟอลล็อค ได้เปรียบเทียบในการรักษาแผลกดทับ (Bedsore) ด้วยยาหลายชนิดพบว่าคลอโรฟิลล์ได้ผลดีที่สุด
8. ดร.เบอร์กี้ รายงานว่าคลอโรฟิลล์ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้หลายชนิด ทำให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ช่วยลดความดันสูง และกระตุ้นทางเดินอาหารให้ทำงานขึ้น
9. ดร.แครนซ์ วิจัยพบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ดี และจากรายงานของ
ดร.ชามูลแอล ในคนไข้ที่เลือดออกในกระเพาะอาหาร 36 ราย ปรากฏว่าทุกรายมีอาการดีขึ้นและหายภายใน 12-22 วัน
ฃ
10. ค.ศ.1980 มีรายงานในผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจำนวน 34 ราย รักษาโดยการฉีดคลอโรฟิลล์เข้าเส้นเลือด
ปรากฏว่าได้ผลดี 23 ราย
11. ดร.โยชิดา และคณะฯ พบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคตับอ่อนอักเสบ และมีรายงานวิจัยอีกหลายคณะใน
ประเทศญี่ปุ่น ในการใช้คลอโรฟิลล์รักษาโรคตับอ่อนอักเสบ
12. ดร.เบอร์กี้ พิมพ์หนังสือชื่อ “Chlorophyll as pharmaceutical” กล่าวถึง การใช้คลอโรฟิลล์ได้ผลดีในผู้ป่วย
112 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
13. ดร.แอนเจโล ศึกษาในคนไข้ 50 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยลดความดันได้ดี และอาการ
ทั่วไปดีขึ้น
14. มีรายงานการวิจัยอีกมากมายที่ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบและอื่นๆ
15. จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยกระตุ้น
ให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ให้เร็วขึ้น ทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25% ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดลงกว่า 50% หรือมากกว่า
จากกรณีนี้จึงมีการวิจัยต่อเกี่ยวกับการรักษาอาการ
เจ็บป่วยภายในร่างกาย อันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ขึ้น พบว่าผู้ป่วยทั้ง 1,227 ราย กลิ่นภายใน
หายหมดหลังจากใช้คลอโรฟิลล์ผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงให้การยอมรับว่าเป็นยาดับกลิ่นภายใน สามารถซื้อขายได้ตามร้าน
ขายยาทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 1990 ตามเอกสารทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug
Products for Internal Use for Over-the Counter Human Use : Final Monograph ; Final Rule
ตลอดจนการใช้คลอโรฟิลล์ รักษาสุนัขที่ป่วยโรคผิวหนัง และกลิ่นตัวแรง นับเป็นจำนวนกว่าหมื่นตัว ในอดีตการแพทย์
ได้ใช้คลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Chlorophyll) รักษาผู้ป่วย แต่การใช้ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก
เพราะต้นทุนการผลิตยังมีราคาแพงมาก แต่ในปัจจุบันคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มีราคาถูกลง และใช้กันทั่วไปในกลุ่มแพทย์
ธรรมชาติบำบัด


แสดงความคิดเห็น